Skip to main content

ณรงค์ สังขวิจิตร : จริงหรือที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญบารมี ?




Abstract in Bahasa Indonesia
 
sebenarnya kepercayaan bodisattva harus lahir untuk berkembang diri dan bantu orang lain ini adalah konsep Theravada. Kalau dalam Vajrayana, Avalokitesvara contonya, sudah mencapai sempurna, tidak perlu practice atau cari Dharma lagi, oleh karena itu, tulku (reincarnation) atau nirmanakaya dia hanya muncul di dunia seperti "the appearance of loving kindness" saja.


Tetapi, tulku ini masih ada banyak masalah, contonya satu bodisattva bisa lahir dua tempat (pada waktu yang sama), ada dua alasan, yang pertama, punya masalah saat cari tulku, dan kedua ada kemungkinan juga karena kalau bodisatva punya banyak cinta kasih, kenapa dia tidak bisa membagi jadi dua bagian dan lahir di dua tempat supaya bisa bantu lebih banyak orang.

Ada beberapa tulku juga, karena dia tidak suka posisi itu, nanti dia tidak mau ikut aturan tulku, beberapa dalai lama sebelumnya juga begitu. Sebab itu, dia dihapus dari posisi tulku dan tim Lama harus cari tulku lain. Berarti, cara cari tulku ini adalah politiks juga.

ด้วยความเข้าใจพื้นฐานของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มีพุทธศาสนาเถรวาทเป็นแกนกลางความเชื่อหลัก ทำให้กระแสเข้าใจเป้าหมายสูงสุดทางพุทธศาสนามุ่งเป้าและหยุดอยู่ที่พระนิพพาน และได้ศรัทธามุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อเดินตามเส้นทางพระอรหันต์เท่านั้น ตามอุคมคตินิยมอันเป็นเบื้องต้นนี้ พุทธศาสนิกชนชาวพุทธไทยส่วนใหญ่จึงมีท่าทีต่อคติความสนใจเรื่องพระโพธิสัตว์ที่อาจไม่อยู่ในความสนใจและเป็นที่เข้าใจที่ถูกต้องนัก 

บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อจะอธิบายความหมายของพระโพธิสัตว์ที่หลากหลายและยังสามารถสะท้อนให้เห็นว่า แม้นว่าจะมีพุทธศาสนิกชนชาวพุทธไทยบางส่วนจะให้ความสนใจในความหมายและการปฏิบัติในพระโพธิสัตว์ แต่ผู้เขียนเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่า พุทธศาสนิกชนชาวพุทธไทยยังมีความเข้าใจพระโพธิสัตว์ในแบบฉบับที่ตามกระแสจนอาจทำให้หลงลืมพระโพธิสัตว์ที่ยังมีความหมายที่ลุ่มลึกกว้างขวางและรอบด้านด้วยคำอธิบาย อีกทั้งยังสามารถสะท้อนได้อีกว่า ชาวพุทธไทยนอกจากไม่ได้มีความเข้าใจพระโพธิสัตว์ที่รอบด้านและชัดเจนมากนัก ทั้งยังมองผู้ที่ถูกเชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดนั้นเป็นอภิมหามนุษย์ พ้นไปจากความรู้สึกธรรมดาสามัญที่มนุษย์ทั่วไปรู้สึก กระทั่งแม้นว่า ชาวพุทธเหล่านั้นจะสนใจศาสนาและทำหน้าที่เป็นนักวิชาการทางศาสนาก็ตาม 

ผลของการละเลยและการศึกษาที่รอบด้านทั้งเถรวาท มหายานและวัชรยาน ทำให้มักง่ายต่อการชื่นชมยกย่องบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่าบุคคลโดยทั่วไปซึ่งในหลายครั้งมักหลงลืมหลักการพระโพธิสัตว์ที่มักจะคำนึงถึงบุคคลสามัญทั่วไปจนกระทั่งถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่สามารถอธิบายโดยมีหลักฐานในพระคัมภีร์รองรับโดยข้อเท็จจริง สิ่งสำคัญในการเข้าใจเรื่องพระโพธิสัตว์ไม่รอบด้านทำให้หลงเข้าใจไปว่า พระโพธิสัตว์นั้นคือผู้ที่ต้องบำเพ็ญบารมีเท่านั้น หรือมีพระโพธิสัตว์คือผู้ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงสามารถเรียกได้ว่า พระโพธิสัตว์ หรือบุคคลผู้ที่กำลังบำเพ็ญเพื่อมุ่งเป้าหมายในการเป็นพระโพธิสัตว์ 

ตัวอย่างเช่น พระเวสสันดร หลวงพ่อทวด และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ตามที่ ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง พุทธภูมิพล ซึ่งดูเสมือนว่าจะยกย่องและยืนยันความเชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น พบเนื้อหาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ซึ่งปรากฏในด้านหลังปกที่เขียนไว้ว่า 


แม้จะมีผู้กล่าวกันมากมายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเป็นพระโพธิสัตว์ แต่พระองค์ท่านไม่เคยตรัสบอกผู้ใดเลยว่าพระองค์ทรงปรารถนาพุทธภูมิหรือเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่บำเพ็ญบารมีเพื่อโพธิญาณหรือไม่ แต่จากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำนั้น ล้วนเป็นไปเพื่ออาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริงและเป็นบารมีที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคนที่เอ่ยปากปรารถนาพุทธภูมิเสียอีก” (ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์, 2558 น. ปก)


สำหรับบางท่านที่เป็นชาวพุทธไทยมักมีความเข้าใจและอาจเชื่อเช่นนั้น ฉะนั้น เราน่าจะกลับมาเรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการและแนวคิดพระโพธิสัตว์กันให้รอบด้านและชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมที่เข้าใจกัน

Comments