Skip to main content

ณรงค์ สังขวิจิตร: ปริทัศน์หนังสือ อะไรคือสังฆะ ของสังฆรักษิต



สังฆรักษิตะมองว่า “สังฆะ” คือการพบปะหรืออยู่ร่วมกัน หรือเป็นสังคม ซึ่งมิได้ใช้อย่างจำกัดเฉพาะชาวพุทธ หากแต่เป็นคำสามัญในภาษาอินเดียโบราณหรือสมัยใหม่หลายภาษา อย่างไรก็ตาม ในบริบทของพุทธศาสนา สังฆะในความหมายกว้างที่สุดคือ อุดมคติของชุมชนทางธรรม (สังฆรักษิตะ, 2560, น. 8-9) ที่มีการขอถือต่อพระพุทธหมายถึงการยอมรับพระพุทธเจ้าและไม่มีใครอื่นให้เป็นผู้นำพาหรือตัวอย่างสูงสุดทางจิตวิญญาณของตน และการขอถือสรณะต่อพระธรรม หมายถึงการทำให้ถึงที่สุดของตน เพื่อเข้าใจปฏิบัติและรู้จริงถึงนัยอันเป็นรากฐานแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า และการถือสรณะต่อสงฆ์ หมายถึงการมองหาแรงบันดาลใจจากสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งอดีตและปัจจุบัน ผู้ที่มีความก้าวหน้าทางธรรมมากกว่าตน (สังฆรักษิตะ, 2560, น. 12)

เพราะฉะนั้นหากสรุปจากความหมายของสังฆะ ตามที่ท่านสังฆรักษิตะได้กล่าวถึง สังฆะในความหมายนี้จึงไม่ได้มีความหมายการจำเพาะเจาะจงไปที่พระภิกษุและพระภิกษุณีเท่านั้น หรือมีเพียงกลุ่มเป้าหมายแค่เพียงนักบวช หากแต่หมายถึง พุทธบริษัท 4 หรือพุทธศาสนิกชน ที่ไม่ได้จำกัดความหมายเหมือนดั่งสังฆะในไทย ที่ต้องหมายถึงพระสงฆ์ไทยเท่านั้นและจำเพาะจงเจาะพระสงฆ์ไทยที่พำนักอยู่ในวัดและต้องขึ้นตรงและปฏิบัติตามต่อพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2561

การจัดหมวดหมู่ดั้งเดิมของสังฆะ
การมีอยู่ของพระสงฆ์และฆราวาส ผู้ปฏิบัติเต็มเวลากับผู้ปฏิบัติบางเวลา ได้สะท้อนว่า สังฆะไม่ใช่กลุ่มก้อนหนึ่งที่มีเนื้อเดียวกัน ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมประกอบด้วยปัจเจกบุคคลที่ระดับหลากหลายของการอุทิศตนและการบรรลุผลทางธรรม แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ มหาสังฆะ (ระดับทางสังคม) ภิกษุ/ภิกษุณีสังฆะ (ระดับทางศาสนจักร) และ อารยสังฆะ (ระดับทางจิตวิญญาณ)

(1) มหาสังฆะ
ระดับทางสังคมคือ มหาสังฆะ หรือ ชุมชนใหญ่ ที่เรียกเช่นนั้นเพราะว่าใหญ่ในขนาดที่ประกอบด้วยทุกคนทั้งหมดที่มีความจริงใจระดับใดก็ได้ในการขอถือสรณะต่อไตรสรณะ จะถือศีลจำนวนมากหรือน้อยก็นับเป็นการรวมกลุ่มของคนเหล่านั้น พวกเขายอมรับหลักการทางธรรมหรือสัจธรรมของศาสนาพุทธ โดยไม่คำนึงถึงสถานทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาส ไม่ว่าได้ละทิ้งทางโลกหรือยังคงอยู่ในทางโลกอย่างมาก ฉะนั้น มหาสังฆะจึงประกอบด้วยผู้ปฏิบัติเต็มเวลาและผู้ปฏิบัติบางเวลา และยังรวมถึงผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนแต่ในนาม นี่คือระดับกว้างใหญ่ที่สุดของสังฆะ

(2) ภิกษุสังฆะกับภิกษุณีสังฆะ
ในระดับศาสนจักรประกอบด้วยภิกษุสังฆะและภิกษุณีสังฆะ และหากพิจารณาลงในรายละเอียดของคณะสงฆ์แล้วทุกวันนี้ก็มีคณะสงฆ์สองนิกาย กล่าวคือ นิกายเถรวาทในประเทศศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชา และลาว และนิกายสรวาสติวาทในประเทศธิเบต จีน เวียดนามและเกาหลี มีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างวิถีชีวิตกับกฎเกณฑ์ที่ปฏิบัติโดยภิกษุของทั้งสองจารีตนี้ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรสับสนระหว่างลามะธิเบตกับพระภิกษุ คำว่า “ลามะ” แปลง่ายๆ ว่าผู้สอน ลามะบางครั้งเป็นภิกษุแต่ไม่เสมอไป โดยเฉพาะในสำนักญิงมะและสำนักกัคยุ ญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นกรณีพิเศษแม้ว่าการบวชภิกษุมีการริเริ่มที่นั่น แต่สลายไปและถูกแทนที่ด้วยการบวชพระโพธิสัตว์

ส่วนคณะนักบวชหญิงเรียกว่า ภิกษุณี คณะนี้สลายไปในหลายๆ ส่วนของโลกพระพุทธศาสนา แต่การบวชภิกษุณีก็อยู่รอดในประเทศเวียดนาม จีน และใต้หวัน (มีการถกเถียงปัญหากันมากในทุกวันนี้ เกี่ยวกับความปรารถนาที่จะฟื้นฟูการบวชภิกษุณีให้กว้างขวางกว่านี้) ภิกษุณีมีการแสดงความเคารพแบบเดียวกันกับพระภิกษุ คือให้เกียรติแก่ผู้ที่บวชมาก่อน

ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตในวัด หรือออกเดินทางจาริก หรือเป็นผู้สันโดษ การเป็นภิกษุหรือภิกษุณีไม่ได้เป็นสัญญาณในตัวเองถึงความลึกซึ้งเป็นพิเศษของการถือสรณะ สิ่งที่สมาชิกเหล่านี้ของสังฆะที่เป็นคณะสงฆ์มีคือหมวดหมู่เฉพาะของข้อบัญญัติทางจริยธรรมของพวกท่านที่ใช้ร่วมกัน นี่คือสังฆะในความหมายทางศาสนาจักรที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งแยกต่างหากจากโลกตามที่เป็น และสามัคคีกันเป็นคณะสงฆ์ทางศาสนาด้วยวิถีชีวิตร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยกฎเกณฑ์ร่วมกัน

ในแง่ความสำคัญของคณะสงฆ์ในความหมายของภิกษุและภิกษุณีสังฆะที่อธิบายในเบื้องต้นนี้ นักวิชาการชื่อเอ็ดเวิร์ด คอนเซ ครั้งหนึ่งพูดว่า ถ้าไม่มีคณะสงฆ์ ศาสนาพุทธก็ไม่มีกระดูกสันหลัง สิ่งที่สามารถพูดได้แน่นอนว่า ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติเต็มเวลาชายและหญิง ผู้อุทิศตนอย่างเต็มที่ต่อการปฏิบัติเยี่ยงพุทธศาสนิกชน ก็ไม่มีอะไรที่จะสร้างสังฆะล้อมรอบ ในสหราชอาณาจักร ภิกษุกลุ่มแรกปรากฏก่อนที่กลุ่มพุทธศาสนิกชนได้ก่อรูปขึ้น ผู้บุกเบิกสังฆะคณะสงฆ์อังกฤษคือ อัลลัน เบนเน็ตต์ ผู้อุปสมบทในประเทศพม่าใน ค.ศ. 1902 และกลับสู่ประเทศอังกฤษ ใน ค.ศ. 1908       

(3) อารยสังฆะ
อารยะโดยดั้งเดิมเป็นคำที่ใช้อ้างถึงกลุ่มชนเผ่าที่รุกรานประเทศอินเดียจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เนื่องจากชนเผ่าผู้พิชิตอารยะ ก็มามีความหมายว่า “ประเสริฐ” ในความหมายทั่วไปมากกว่า แล้วค่อยๆ ได้ความหมายสำคัญทางธรรม และได้มามีความหมายว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ด้วย เพราะฉะนั้น อารยสังฆะ คือชุมชนผู้ประเสริฐหรือศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงบรรดาผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับปฐมสัจภาวะของสรรพสิ่ง

อารยสังฆะรวมเอาผู้คนทั้งฆราวาส ภิกษุและภิกษุณี อาจกล่าวได้ว่าอารยสังฆะประกอบด้วยลำดับอาวุโสทางธรรมของศาสนาพุทธซึ่งต่างจากลำดับอาวุโสทางศาสนาจักร จึงไม่สามารถจัดลำดับหมวดหมู่ในแง่ของแบบแผนธรรมดาหรือแบบสาธารณะเช่นเดียวกับการจัดตั้งองค์กรใดๆ แต่แสดงถึงการจัดลำดับที่สอดกลางระหว่างความเป็นพุทธะกับความเป็นมนุษย์ที่ยังไม่รู้แจ้ง

อารยสังฆะประกอบด้วยบรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ 3 ระดับทางปัญญา กล่าวคือ ระดับแรก คือ สุตตมยปัญญา สามารถรวมความรู้ความเข้าใจแบบใด ๆ ที่ได้จากหนังสือเช่นเดียวกันกับจากการสนทนาและการบรรยาย ระดับที่สอง คือ จินตมยปัญญา ปัญญาที่ได้รับผ่านความคิดและการไตร่ตรองของเราเอง ระดับที่สาม คือ ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ได้รับจากการทำสมาธิ นี่คือปัญญาเหนือและเกินพ้นญาณปัญญาทางสมองล้วนๆ ที่ไม่ใช่การคิดออกมา ดังนั้น สังฆะในระดับนี้จึงหมายเอาความก้าวหน้าของสมาชิกในระดับต่างๆ ในการบรรลุธรรม

การพัฒนาทางธรรมของอารยสังฆะ
อารยสังฆะประกอบด้วยบุคคล 4 ระดับที่แตกต่างกัน
1.     ผู้เข้าถึงกระแส หรือโสดาบัน คือผู้ที่ไม่สามารถถกถอยจากครรลองของความก้าวหน้าทางธรรม และกล่าวกันว่าเขาหรือเธอจะบรรลุการรู้แจ้งสมบูรณ์ภายในอย่างมากที่สุด 7 ชาติของการเกิดใหม่
2.     ผู้กลับมาเกิดอีกชาติเดียวหรือสกทาคามี คือผู้ที่จะบรรลุความหลุดพ้นในอีกชาติเดียว
3.     ผู้ไม่กลับมาเกิดอีก หรืออนาคามี  คือผู้ที่จะไม่ต้องกลับมาสู่โลกมนุษย์อีกเลย แต่จะเกิดใหม่ในสถานพำนักบริสุทธิ์เรียกว่า (สุทธาวาส) เขาหรือเธอจะบรรลุนิพพานในที่นี้
4.     อรหันต์ คือผู้ที่ได้ไปถึงเป้าหมายแล้ว

ลำดับชั้นของโพธิสัตว์
แนวคิดเรื่องอารยสังฆะนั้นเป็นชั้นที่อยู่ภายใต้ความเชื่อร่วมกันในสำนักต่างๆ แต่นิกายมหายามีการจัดลำดับพื้นฐานนี้เป็นลำดับชั้นที่ต่อออกไป ลำดับชั้นของพระโพธิสัตว์หรือบรรดาผู้ที่กำลังมุ่งปฏิบัติที่ไม่ใช่แค่การปลดปล่อยส่วนตัวของพวกท่านเองจากความทุกข์ แต่เพื่อประโยชน์สุขของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด อารยสังฆะ มี 4 ระดับชั้นตามจำนวนขั้นตอนในการพัฒนา
1.     โพธิสัตว์นวกะ หรือ อาทิกรรมมิกะโพธิสัตว์ ผู้ยอมรับอุดมคติโพธิสัตว์ด้วยความจริงใจเต็มเปี่ยม แต่ยังต้องบรรลุขั้นตอนแรกของมรรควิถีให้สำเร็จ หรือญาณปัญญาโลกกุตตระระดับใดระดับหนึ่ง
2.     โพธิสัตว์แห่งมรรควิถี คือ บรรดาผู้ที่กำลังก้าวหน้าระหว่างภูมิหนึ่งถึงหก
3.     นิยตโพธิสัตว์ คือบรรดาผู้ที่ได้บรรลุภูมิที่เจ็ด ดังเช่นผู้เข้ากระแสไม่สามารถตกถอยไปสู่ขั้นต่ำไปสู่การแสวงหาเป้าหมายของการรู้แจ้งทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์สุขของชีวิตทั้งมวล
4.     โพธิสัตว์แห่งธรรมกาย สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์แทนบุคลาธิษฐานของแต่ละด้านของการรู้แจ้งนั้น

ฉะนั้นสังฆะจึงเป็นชุมชนทางธรรมซึ่งมีอยู่หลากหลายระดับจากระดับทางสังคม ระดับทางศาสนจักรจนถึงระดับสูงสุดทางจิตวิญญาณ กล่าวคือ เมื่อเราขอถือสรณะต่อสังฆะโดยเข้าร่วมที่ระดับใดก็ตาม เท่ากับเราสามารถเข้าร่วมที่ระดับของ “มหาสังฆะ” โดยอัตโนมัติ โดยการเป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชนพุทธศาสนิกชนในความหมายที่เป็นกิจจะลักษณะแบบภายนอกล้วน ๆ

ขั้นที่สอง เราสามารถเข้าร่วมในความหมายทางศาสนจักร และอุทิศตนมากขึ้นอย่างเจาะจงโดยการบวช ในจารีตเถรวาท การบวชหมายถึงการกลายเป็นพระภิกษุ แต่ในมหายาน การบวชโพธิสัตว์ตามหลักการมีเพื่อภิกษุและฆราวาสเหมือนกัน แม้ว่าในทางปฏิบัติเราพบว่า คำว่า “สังฆะ” มักใช้กันบ่อยด้วยการหมายถึงภิกษุเท่านั้น แต่ในความหมายของสังฆรักษิตะ เขาก่อตั้งการบวชแบบเดียวเท่านั้น ไม่ว่าวิถีชีวิตใดหรือเพศใด และขั้นที่สาม เราสามารถเข้าร่วมที่ระดับอารยสังฆะหรือโพธิสัตว์สังฆะ โดยคุณธรรมของการบรรลุทางจิตวิญญาณ (สังฆรักษิตะ, 2560, น. 30-43)

ความสำคัญของสังฆะในทัศนะของสังฆรักษิตะ
สังฆรักษิตะมองว่า หัวใจของสังฆะ คือ “กัลยาณมิตร” กัลยาณ หมายความว่า สวยงาม มีเสน่ห์ เป็นมงคล เกื้อกูล ศีลธรรมดี ส่วนคำว่า “มิตร” หมายความง่าย ๆ ถึงมิตรภาพ หรือความเป็นสหาย เพราะฉะนั้น กัลยาณมิตร จึงหมายถึงบางสิ่งเช่น “มิตรภาพอันสวยงาม” หรือ “ความเป็นสหายที่มีศีลธรรมอันดี” ดั่งตัวอย่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ซึ่งเป็นพระสาวกที่มีศักดิ์เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ต่อมากลายเป็นพระอุปัฏฐาก ครั้งหนึ่งพระอานนท์กล่าวต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์คิดว่ากัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพระพรหมจรรย์”  แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสตอบว่า “อานนท์ ท่านผิดแล้ว กัลยาณมิตรไม่ใช่ครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ หากแต่เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์” (สังฆรักษิตะ, 2560, น. 18)

การมีอยู่ของสังฆะจะช่วยให้เรารู้จักตัวเองและย้ำอัตลักษณ์ของตัวเราเองได้ชัดขึ้น ทุกคนที่มีส่วนร่วมในสังฆะนี้ก็เพื่ออุทิศตนต่อพระพุทธเจ้าในฐานะอุดมคติแห่งการรู้ตนเองในความหมายสูงสุด และต่อพระธรรมที่เป็นหลักการปฏิบัติอันจะทำให้บรรลุการรู้จักตนเอง สรณะเหล่านี้ก่อให้เกิดพันธะแห่งเอกภาพระหว่างสมาชิกของชุมชนทางธรรม (สังฆะ) เพราะทุกคนกำลังปฏิบัติตามมรรควิถีเดียวกันเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุดเดียวกัน แม้ว่าอยู่ในขั้นตอนต่างกัน (สังฆรักษิตะ, 2560, น. 20-21)

สรุป สาเหตุประการสำคัญที่เลือกงานจองสังฆรักษิตะมาอธิบายเรื่องสังฆะ ก็เพราะสังฆรักษิตะแตกต่างจากพุทธศาสนิกชนท่านอื่นที่เข้ามาสนใจศึกษาพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ตลอดเวลาในการศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศอินเดีย สังฆรักษิตะพยายามจะศึกษาพุทธศาสนาจากทั้งจากฝ่าย เถรวาท มหายานและวัชรยาน ด้วยอาการอันถ่อมตนและเปิดกว้างจนเกิดศรัทธาและปฏิบัติในพุทธศาสนา นี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สังฆรักษิตะมองคำว่า “สังฆะ” ในความหมายที่ไม่ได้แยกเถรวาทและมหายานออกจากกัน แต่ท่านกลับมองอย่างใส่ใจและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้สนใจศาสนาจนกลับกลายเป็นคนขวาจัดที่ปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่ลงเสีย ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้สังฆรักษิตะได้ชี้ให้ชาวพุทธให้เห็นว่าสามนิกายทั้งเถรวาท มหายานและวัชรยาน นี้ประดุจดั่งครอบครัวเดียวกันและมีนามสุกลเดียวกันคือพุทธศาสนา ที่สามารถน้อมนำมาประยุกต์ท่ามกลางยุคปัจจุบันนี้ได้อย่างน่าสนใจ

Comments