Skip to main content

เจษฎา บัวบาล : วิธีวิจัยด้านศาสนา กรณีศึกษาพุทธในไทย อินโดนีเซียและญี่ปุ่น



นิยามของศาสนา (religion) เองก็เป็นปัญหามานานเนื่องจากมองปรากฏการณ์จากข้างบน คำนี้มีความหมายว่า ความสัมพันธ์ซึ่งหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และหากยึดตามนิยามนี้ พุทธก็ไม่ใช่ศาสนาเพราะไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสูงสุด พุทธทาสได้อธิบายเพื่อให้พุทธยังคงรวมอยู่ในนิยามนั้นว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัจธรรมอันสูงสุดซึ่งในศาสนาพุทธก็ได้แก่ สุญญตา

ขณะที่ศาสนาพราหมณ์มุ่งบำเพ็ญตนเพื่อให้ดวงวิญญาญหรืออาตมันได้ไปรวมกับพระเจ้าคือ พรหมมัน ศาสนาพุทธก็ปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าใจไตรลักษณ์หรือเข้าถึงสุญญตา (อันเป็นพระเจ้าสูงสุด) นั่นเอง คำว่าศาสนาในนิยามนี้จึงมีขอบเขตจำกัด อาจเกิดจากความคับแคบในการบัญญัติศัพท์หรือเป้าหมายในการกีดกันความเชื่ออื่นออกไปก็ไม่ทราบได้

ธงชัย วินิจจะกูล ได้สะท้อนให้เห็นถึงการกีดกันความเชื่ออื่นด้วยการใช้ศัพท์เหล่านี้ไว้ชัด โดยยกงานของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งเป็นหนังสือ ลัทธิของเพื่อน (1953)” ธงชัยกล่าวว่า แม้หนังสือนี้จะอ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านศาสนาต่างๆ กับคนไทย หากแต่มีการเหยียดศาสนาอื่นด้วยคำว่า ลัทธิ เป็นต้น หากเรียกว่าเป็น ศาสนาก็หมายถึงความเชื่อที่มีเหตุผล ไม่นับถือพระเจ้า เช่น พุทธ เชน และขงจื้อ แต่เมื่อเป็นลัทธิก็จะถูกเหมาให้กลายเป็นกลุ่มแนวคิดแบบมิจฉาทิฏฐิ เช่น คริสต์ อิสลาม ยูดาห์และฮินดู ซึ่งคนไทยยังใช้คำนี้ในการเรียกกลุ่มแนวคิด/ความเชื่อที่ตนรังเกียจ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิบริโภคนิยม เป็นต้น (Thongchai, 2015, pp. 91-92)

การนิยามคำพวกนี้ ไม่ต่างกับการนิยามคำว่า วัฒนธรรม ประเพณี ขนบ จารีต เป็นต้น เพื่อจะบอกว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งสูงส่งและดีที่สุด เป็นสมบัติของชาติ รับรองโดยรัฐบาล ส่วนขนบหรือจารีตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีน้อยกว่า งานวิจัยด้านวัฒนธรรมในไทยปัจจุบันยังต้องมานิยามความหมายของวัฒนธรรมอยู่ และหลายคนก็อ้างความหมายของพระยาอนุมานราชธนที่นิยามวัฒนธรรมว่า ความเจริญรุ่งเรืองหรือสิ่งที่ดีงาม

แท้ที่จริงคำว่า culture ที่พบในงานวิชาการสมัยใหม่นิยามวัฒนธรรมว่าเป็น กิจกรรมของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องดีงามหรือประเสริฐ เช่น วัฒนธรรมการกิน (เช่นศึกษาว่า ทำไมคนชอบออกไปกินข้าวนอกบ้าน) วัฒนธรรมการเลือกตั้ง (ชาวบ้านใช้ดุลยพินิจใดบ้างในการเลือกผู้แทน) หรือวัฒนธรรมการถกเถียงเป็นต้น ความหมายของวัฒนธรรมที่หมายเอาทุกกิจกรรมของมนุษย์นี้ เกิดจากการมองจากข้างล่าง ไม่ตัดสินผู้อื่นว่ามีคุณค่าน้อยกว่าและไม่ต้องรอให้อำนาจรัฐจากด้านบนมานิยามหรือรับรองความหมายให้ และแน่นอนว่าสิ่งนี้ช่วยให้เข้าใจสังคมได้รอบด้านขึ้น

นิยามของศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นนำจะเห็นตัวอย่างได้ชัดในกรณีของการสร้างชาติอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีคนที่สองคือ ซูฮาร์โต้ ซึ่งเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการปฏิวัติและปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ได้ตัดศาสนาขงจื้อออกจากการรับรองของรัฐในปี ค.ศ. 1979 (Suryadinata, 1998, p. 9) โดยอ้างว่า ขงจื้อไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นศาสนาได้ ซึ่งนิยามของศาสนาในขณะนั้นประกอบด้วยลักษณะ 3 อย่างคือ มีพระเจ้าสูงสุด มีศาสดา และมีคัมภีร์ทางศาสนา ขงจื้อขาดคุณสมบัติข้อแรก ซึ่งแท้จริงพุทธก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่มีนักวิชาการพุทธตีความให้อาทิพุทธะ (หรือนิพพาน) เป็นพระเจ้าสูงสุด

แต่เหตุผลในทางการเมืองคือรัฐพยายามลดอัตลักษณ์ความเป็นจีนซึ่งเป็นอุปสรรคในการสร้างอัตลักษณ์แบบอินโด (ชวา) (Susanto, 2011, p. 69) ประชากรทุกคนถูกบังคับให้ระบุศาสนาในบัตรประชาชน ซึ่งขณะนั้นศาสนารัฐให้การรับรองคือ อิสลาม คาทอลิค โปรเตสแตนท์ พุทธ และฮินดู คนจีนจึงต้องเลือกศาสนาที่เป็นตัวเลือกเหล่านั้น วัดพุทธที่สร้างขึ้นในยุคนั้นก็มีศิลปะแบบชวามากกว่าจะเป็นศาลเจ้าแบบจีน โรงเรียนสอนภาษาจีนถูกปิด และขงจื้อได้ถูกรัฐรับรองให้เป็นศาสนาอีกครั้งเมื่อซูฮาร์โตลงจากตำแหน่ง

Comments