Skip to main content

สัญญา ศัลศาลา: การเมืองเรื่องสัญชาติของผู้ลี้ภัยทิเบตในประเทศอินเดีย




บทนำ

 บทความชิ้นนี้ผู้เขียนจะนำเสนอว่า การไม่รับสัญชาติอินเดียของคนทิเบตพลัดถิ่น จะเป็นเรื่องการเมืองในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตอย่างไร และอีกประเด็นหนึ่ง คือเหตุใดคนทิเบตพลัดถิ่นจึงย้ายออกจากประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการย้ายออกของชาวทิเบตดังกล่าว แต่ก่อนที่จะนำเสนอประเด็นข้างต้น ผู้เขียนจะเล่าความเป็นมาของคนทิเบตพลัดทิเบตในประเทศอินเดียสักเล็กน้อย ดังต่อไปนี้

องค์ทะไลลามะที่ 14 เคยกล่าวเชิงติดตลกว่า พระองค์น่าเป็นแขกพิเศษของรัฐบาลอินเดียที่อยู่นานที่สุด อาจกล่าวได้ว่าคนทิเบตกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองยาวนานที่สุดในโลกนับแต่สงครามโลกที่ 2 สิ้นสุดลง เป็นเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่ชาวทิเบตละทิ้งบ้านเกิดเข้าไปลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอินเดีย หลังจากกองทัพปลดแอกประชาชนจีนได้เคลื่อนทหารเข้าสู่ทิเบต ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อปลดแอกชาวทิเบตให้เป็นอิสระ และปลดให้พ้นจากยาพิษคือความเชื่อเหลวไหลแบบผิด ๆ ทางศาสนาที่ครอบงำชาวทิเบตอยู่

แต่ข้ออ้างของผู้ยึดครองกลับกลายเป็นการกดขี่รวมถึงการทำลายอาคารโบราณสถานสำคัญ ๆ ทางพุทธศาสนาหลายพันแห่ง ทั้งมีการสังหารพระสงฆ์ สามเณรี และผู้คนมากถึง 87,000 รูป/คน และในห้วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายอยู่นั้น องค์ทะไลลามะที่ 14 ในฐานะประมุขสูงสุดของทิเบต มีความพยายามเจรจากับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่เกือบ 10 ปี (ค.ศ. 1950-1959) และในขณะเดียวกัน ก็ขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศเพื่อยับยั้งการรุกรานกองทัพปลดแอกประชาชนจีน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ และจบลงด้วยการหลบหนีเดินเท้าข้ามเทือกหิมาลัยออกจากประเทศทิเบตไปสู่การลี้ภัยที่ประเทศอินเดียใน ค.ศ. 1959 (ทะไลลามะ, 1994)
  
การเข้ายึดครองทิเบตดังกล่าว ทำให้ชาวทิเบตนับหมื่นคนได้หลบหนีติดตามองค์ทะไลลามะที่ 14 ไปลี้ภัยการเมืองที่ประเทศอินเดีย ชาวทิเบตได้ถูกส่งไปตามศูนย์อพยพต่าง ๆ (settlement) จำนวน 45 แห่ง ทั่วทั้งประเทศอินเดีย เช่น นิวเดลี (New Delhi) ดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) ลาดักห์ (Ladakh) เดห์ราดุน (Dehradun) สิขิม (Sikim) ธรรมศาลา (Dharamshala) และ ไมซอร์ (mysore) เป็นต้น

ศูนย์อพยพเหล่านั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับชาวทิเบตที่แอบหลบหนีข้ามพรมแดนเข้าไปอินเดีย ถึงแม้ในช่วงนั้นรัฐบาลอินเดียได้ดำเนินการปิดพรมแดนที่ติดกับทิเบตไม่ให้ชาวทิเบตข้ามพรมแดนไปก็ตาม แต่การอพยพของชาวทิเบตก็หลั่งไหลเข้าสู่อินเดียอย่างต่อเนื่องผ่านเทือกเขาหิมาลัยเข้าประเทศเนปาลก่อนข้ามเข้าไปประเทศอินเดีย ทำให้รัฐบาลอินเดียในฐานะเจ้าบ้านต้องเข้ามารับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสร้างโรงเรียน สร้างอาชีพ สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ยากชาวทิเบต ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งจากรัฐบาลอินเดียและนานาชาติ โดยมีรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตขององค์ทะไลลามะที่ 14 (Central Tibetan Administration : TCA) ในเมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย เป็นจุดศูนย์กลางประสานงานในการให้ความช่วยเหลือกับผู้ลี้ภัยชาวทิเบต (เอ. ทอม กรุนเฟลด์, 2546, น. 364-365) 

ตามข้อมูลหน่วยงานด้านกิจการช่วยเหลือชาวทิเบตของรัฐบาลกลางอินเดียสันนิษฐานว่าชาวทิเบตที่เข้าไปลี้ภัยในประเทศอินเดีย มีประมาณ 85,000 คน  ส่วนข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตกลับระบุว่าอาจมีมากกว่า 90,000 คน โดยอ้างอิงผลสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 2009 ตัวเลขทั้งสองฝ่ายอาจไม่สอดคล้องกัน อันเนื่องความยากลำบากในรวมรวมข้อมูลที่ชาวทิเบตบางส่วนอาศัยอยู่นอกศูนย์อพยพ แต่ทว่าหน่วยงานทั้งสองเห็นตรงกัน คือจำนวนชาวทิเบตที่หลบหนีเข้ามาใหม่ลดลงอย่างเนื่องในช่วง 7 ปี ที่ผ่านมา โดยปกติเชื่อกันว่าในแต่ละปีจะมีชาวทิเบตหลบหนีการปกครองของรัฐบาลจีนเดินเท้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยเข้าไปลี้ภัยในประเทศอินเดียประมาณ 3,000 คน แต่ตัวเลขปีล่าสุดพบว่ามีแค่ 100 คนเท่านั้น (Kunal Purohit, 2018)


แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ การที่ชาวทิเบตหลบหนีออกจากแผ่นดินทิเบตเข้าสู่ประเทศอินเดียในปัจจุบันมีจำนวนลดลงอย่างมากดังที่ปรากฏข้างต้นนั้น อาจสะท้อนให้เห็นว่าสภาวะความตึงเครียดทางการเมืองและการกดขี่ด้านศาสนาอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตคงลดลงไปแล้ว และความเป็นอยู่ของชาวทิเบตคงมีอิสภาพมากขึ้นไม่ว่าด้านวัฒนธรรม ศาสนา หรือเศรษฐกิจก็ตาม โดยเฉพาะภายใต้การนำของรัฐบาลจีนในยุคทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ เจียง เจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ที่ให้ความสำคัญวัฒนธรรมก้าวหน้า (advanced culture) ควบคู่กับสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะแบบจีน ในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้รื้อฟื้นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ฟื้นฟูวัดวาอารามหลายแห่งรวมทั้งบูรณะกำแพงเมืองจีนที่เคยถูกเผาทำลายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีนด้วย (Yang, 2011)

ส่วนการบอกเล่าของลบซัง (Lobsang) ซึ่งเดินทางจาริกแสวงบุญสู่เมืองธรรมศาลา เขาเดินทางมาจากเขตอัมโด (เขตปกครองตนเองพิเศษภาคตะวันออกของทิเบต) สาธารณรัฐประชาชนจีน เล่าว่าปัจจุบันชาวทิเบตไม่ได้ถูกกดขี่หรือสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอีกแล้ว (ลบซัง, สัมภาษณ์. 20 มีนาคม 2018)

Read full text here

Comments