Skip to main content

บทบรรณาธิการ วารสารมานุษยวิทยาศาสนา ฉบับปฐมฤกษ์



บทบรรณาธิการ วารสารมานุษยวิทยาศาสนา ฉบับปฐมฤกษ์ (หน้า 2-7)

ข้อแตกต่างระหว่างศาสนากับวิชาการน่าจะอยู่ตรงที่ งานวิชาการคือการพยายามเสนอข้อค้นพบให้สังคมได้รับทราบ จะจริงเท็จหรือเชื่อถือได้แค่ไหนอยู่ที่ผู้เสพจะเลือกรับหรือโต้แย้งเอง ขณะที่คำสอนทางศาสนาถูกอ้างว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ (ultimate truth) ใครเห็นต่างไปจากนั้นจัดเป็นพวกมิจฉาทิฎฐิ การพิสูจน์ความจริงในโลกวิชาการจึงเป็นการเถียงกันในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่ากัน แต่ศาสนาเป็นการประกาศพระวจนะอันประเสริฐ เป็นการสอนระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ศาสดากับสาวก หรือแม้ศาสนาพุทธเชื่อกันว่ามีความเป็นมนุษย์นิยมมาก แต่อย่างไรเสียพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ก็ไม่มีทางเสมอกับมนุษย์ที่กิเลสหนาอย่างพวกเราได้ ดังนั้นการตั้งคำถามกับศาสนาจึงเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาในหมู่สาวกผู้ศรัทธา (ในทางปฏิบัติที่พบเห็นกัน)


(ภาพ หลวงพี่สุธี และ หลวงพี่เก้า ขณเดินสำรวจและพูดคุยกับผู้ให้ข้อมูลในเมืองธรรมศาลา
ถ่ายเมื่อ 26 มีนาคน 2562)

วารสารมานุษยวิทยาศาสนา เป็นพื้นที่หนึ่งที่เปิดให้มีการศึกษาศาสนาในฐานะมนุษย์ผู้ซึ่งอยากเข้าใจโลกของศาสนาด้วยการสังเกต ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และวิพากษ์กับความเชื่อ อนึ่ง แนวคิดทฤษฎีของโลกสมัยใหม่มีส่วนช่วยอย่างมากกับการเข้าใจปรากฏการณ์ทางศาสนา เพราะศาสนาไม่ได้ตกมาจากฟากฟ้า หากแต่ก่อตัวขึ้นผ่านชุมชนและหยิบยืมเอาความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้ที่ตนได้ติดต่อสื่อสารด้วย ศาสนาจึงสามารถเข้าใจได้ด้วยทฤษฎีทางสังคมศาตร์เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางโลกอื่นๆ 

          ฉบับปฐมฤกษ์นี้ประกอบด้วยบทความจำนวน 6 ชิ้น และปริทัศน์หนังสือ 1 ชิ้น ธีมหลักของวารสารเล่มนี้คือ “วัชรยานในเมืองธรรมศาลา” วัชรยานเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่งที่เติบโตบริเวณประเทศหิมาลัย คือ เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกเลีย และจีน ความน่าสนใจของวัชรยานที่นอกเหนือจากเป็นนิกายที่ชาวเถรวาทไม่คุ้นเคยแล้ว พื้นที่ของเมืองธรรมศาลา (อินเดียตอนเหนือ) ยังเป็นดินแดนที่ผู้อพยพชาวทิเบตได้ร่วมกันตั้งเมืองแห่งพุทธศาสนานี้ขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 การทำความเข้าใจวัชรยานผ่านพื้นที่พิเศษเช่นนี้อาจช่วยให้เราเห็นการก่อตัวขึ้นของศาสนาอย่างเป็นพลวัตได้ชัด

          ห้องสมุดสำหรับจัดแสดงวัสดุภัณฑ์และจดหมายเหตุทิเบต (Library of Tibetan Works and Achives) เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ของชาวทิเบตพลัดถิ่น มีตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือด้านศาสนาและวัฒนธรรมจำนวนมาก แต่ไม่มีหนังสือการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้คำตอบว่า “เราพยายามจะส่งเสริมวัฒนธรรมและศาสนา โดยหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองแบบทางโลก” ถ้ายึดเอาคำพูดนี้ ก็หักล้างความเชื่อที่ว่า ศาสนา วัฒนธรรมและการเมืองเป็นหนึ่งเดียวกันในทัศนะของพุทธวัชรยาน แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของคำตอบนั้น หรือการต้องพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมเท่ากับสะท้อนชัดว่า พื้นที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยการเมืองจนกระทั่งไม่สามารถจัดแสดงหรือตีพิมพ์ทุกอย่างได้ตามปกติ อาจมองได้เช่นกันว่า ในฐานะที่ห้องสมุดแห่งนี้ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลอินเดีย จึงจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง เพื่อให้เกียรติอินเดียในฐานะที่ต้องผูกสัมพันธ์กับจีน

          วารสารฉบับนี้อาจไม่ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัชรยานในแง่คำสอนหรือที่มาทางประวัติศาสตร์ เพราะเชื่อว่าข้อมูลเหล่านั้นสามารถเข้าถึงได้หลายทาง แต่จะเน้นไปที่การนำเสนอการตีความปรากฏการณ์วัชรยานในมิติใหม่ซึ่งมักไม่พูดถึงกัน โดยได้ตีพิมพ์งานเขียนของนักวิจัยระดับ ปริญญาเอก 3 คน คือ สัญญา สุธี และณรงค์

          สัญญา ศัลศาลา พูดถึงการรับและไม่รับสัญชาติอินเดียของชาวทิเบตพลัดถิ่นว่าเป็นเหตุผลในทางการเมือง เพราะอย่างน้อยที่สุด การไม่รับสัญชาติ จะทำให้สถานะผู้ลี้ภัยปรากฏชัดและใช้เป็นตัวต่อรองเพื่อเรียกร้องเอกราชจากจีนได้ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทางรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตเองพยายามรณรงค์ให้คนไม่รับสัญชาติอินเดีย (และอื่นๆ) แต่สิ่งนี้ดูจะไม่เป็นผล เพราะจำนวนผู้อพยพทิเบตที่เข้ามาสู่เมืองธรรมศาลาและประเทศหิมาลัยอื่นๆ กลับน้อยลงอย่างมาก แม้รัฐบาลพลัดถิ่นจะให้การช่วยเหลือในหลายด้านก็ตาม ในแง่หนึ่งมองได้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงในทิเบตที่ถูกรุกรานโดยรัฐบาลจีนได้ลดน้อยลงจริงๆ

ข้อเสนอของสัญญาคือ การอยพยของชาวทิเบตในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องปากท้องหรือความปลอดภัยในชีวิตดังเช่นที่เกิดช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอีกแล้ว หากแต่เป็นการต้องรักษาสถานะเช่นนี้ไว้ (และทำให้ไม่ลดน้อยลง) เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง สิ่งที่ย้อนแย้งคือ แม้รัฐบาลจะรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับสัญชาติอื่น แต่ชนชั้นนำข้างบนซึ่งมีฐานะและอำนาจทางการเมืองกลับเลือกที่จะรับ แม้จะอ้างเหตุผลของความสะดวกในการดำเนินการเพื่ออิสรภาพของประเทศก็ตาม งานชิ้นนี้แม้ไม่เกี่ยวกับวัชรยานโดยตรง แต่ให้ภาพความตึงเครียดทางการเมืองและวัฒนธรรมของเมืองธรรมศาลาได้อย่างดี ผู้อ่านอาจพอเห็นภาพจากบทความชิ้นต่อๆ ไปว่า ทำไมการต้องทำให้เมืองธรรมศาลาเป็นแหล่งรักษาประเพณีทิเบตและพุทธวัชรยานจึงสำคัญ  

          สุธี ชล ได้ตั้งคำถามกับกระบวนการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของเมืองธรรมศาลาผ่านการจาริกแสวงบุญและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม พิธีกรรมเหล่านั้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลพลัดถิ่นในการเรียกร้องเอกราชได้อย่างดี

          การตั้งข้อสังเกตและอธิบายข้อมูลที่แตกต่างกันในงานของสุธีมีความน่าสนใจ ตรงที่ผู้ให้สัมภาษณ์ชาวอินเดียเล่าว่า บางทีคนทิเบตไม่ได้เคร่งศาสนาในแบบที่เข้าใจ หากแต่ต้องแสดงออกเพื่อขายวัฒนธรรม (รวมทั้งศาสนา) แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แม้เราจะพิสูจน์ระดับความเคร่งมากเคร่งน้อยของผู้อื่นไม่ได้ แต่สิ่งนี้ย้ำเตือนนักวิจัยว่า อัตลักษณ์หรือตัวตนของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเขาเป็นใคร การได้ข้อมูลที่แตกต่างจากภาคสนามเป็นคุณูปการณ์มาก เพราะจะช่วยให้เราตั้งคำถามได้หลายแง่มุมมากขึ้น

          ณรงค์ สังขวิจิตร ได้ให้ภาพของพระโพธิสัตว์ที่กว้างขวางขึ้น โดยยกกรณีของวัชรยานที่พระโพธิสัตว์อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีแบบเถรวาท เพราะท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรมแล้ว การกลับชาติมาเกิดหรือที่เรียกว่า “ตุลกู” จึงเป็นเพียง นิรมาณกาย ที่แสดงตนแก่โลกมนุษย์และอาจแบ่งภาค คือมีหลายตุลกูได้ในเวลาเดียวกัน แนวคิดนี้จะจริงเท็จอย่างไรไม่สำคัญ แต่ช่วยไขปัญหาความขัดแย้งในเหตุการณ์ที่มีตุลกูหลายคนโดยอ้างถึงคนในอดีตชาติว่าเป็นคนๆ เดียวกันได้ เพราะหากความเมตตากรุณาของพระโพธิสัตว์มีมากเหนือประมาณ ไฉนจะไม่สามารถมาเกิดพร้อมกันในหลายที่เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ 

อีกอย่างหนึ่ง ผู้สวมบทบาทเป็นตุลกูในหลากกรณีอาจไม่จำเป็นต้องเพียบพร้อมตามที่สังคม (หรือจารีตของพุทธแบบทิเบต) คาดหวัง บางคนถูกถอดออกจากตำแหน่งนั้นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ณรงค์ได้ชวนให้พิจารณาถึงความเป็นชนชั้นทางสังคมที่พระโพธิสัตว์เหล่านี้ถือกำเนิด กรณีของเถรวาทยิ่งชัดใหญ่ เพราะมักจะยกตำแหน่งโพธิสัตว์ให้กับกษัตริย์หรือพระที่มีฐานะสูง โดยมักมองข้ามคนธรรมดาสามัญไป

          เจษฎา บัวบาล ได้เขียนให้เห็นระเบียบวิธีวิจัยด้านศาสนาโดยยกงานจากหลายสาขาเพื่อชวนให้มองวิธีคิดใหม่ๆ ตัวอย่างที่ใช้ในหลายที่มีความน่าสนใจ เช่น การตั้งคำถามของ คำ ผกา กับความเชื่อที่ว่า มนุษย์หันไปพึ่งสิ่งเร้นลับเพราะความไม่มั่นคงในชีวิต (เศรษฐกิจ เป็นต้น) จริงหรือ หากเป็นเช่นนั้นทำไมฝรั่งไม่กลับไปไหว้ผี และการถอดรื้องานของ ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัตน์ ว่านำเสนอเรื่องราวอิสลามในอินโดนีเซียอย่างผิดพลาด เพราะใช้ภาพความรุนแรงของอิสลาม ISIS มาทำความเข้าใจอิสลามในพื้นที่อื่น หากจะกล่าวให้สั้น เจษฎา ได้ชวนให้เราตั้งคำถามกับปรากฎการณ์ทางศาสนาในมิติอื่นๆ และนั่นก็เป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ควรพัฒนาขึ้นด้วยการมองเรื่องที่คนทั่วไปเห็นว่าเป็นความปกติให้กลายเป็นปัญหา (problemization) งานวิชาการด้านศาสนาจึงจะน่าติดตามมากขึ้น    

วารสารฉบับปฐมฤกษ์นี้มีบทความเรื่องเพศสภาพ 2 ชิ้น เป็นเรื่อง aromantic asexual ซึ่ง ธีร์ วงศ์นที ตั้งข้อสังเกตว่าชีวประวัติของพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกจำนวนหนึ่งมีลักษณะคล้าย aromantic asexual คือคล้ายกับไม่สนใจเรื่องเพศในแบบโรแมนติกดังที่คนทั่วไปมี ธีร์เสนอว่า การไม่อินน์กับการครองเรือน แต่งงาน หรือมีความสุขทางเพศของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เพราะเพศสภาพมีความหลากหลาย และเพราะความชอบในลักษณะนั้นเอง อาจช่วยให้ท่านเหล่านั้นเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนักบวชมากกว่าเป็นฆราวาส

ประเด็นรองที่ ธีร์ เสนออย่างน่าสนใจคือ การแปลศัพท์บาลีแบบอิงกับเพศสภาพ ว่าอาจเป็นตัวสร้างอคติทางเพศหรือแยกความเป็นหญิง-ชายที่ชัดจนเกินไป ทั้งที่การใช้ศัพท์ในหลายกรณีเป็นไปได้อย่างสาธารณะ เช่น บุรุษ ในหลายที่หมายถึง คน ไม่ใช่ผู้ชาย พระอริยบุคคล 8 จำพวกที่ใช้คำว่า ปุริสยุคานิ ก็หมายถึงคนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชาย (ปุริส) 

ฉัตร ศิริพัฒนโชติกุล เขียนแย้งข้อเสนอของ ธีร์ ว่าการเป็น asexual นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเจ็บปวดกว่าการถือพรหมจรรย์ (celibacy) มากนัก เพราะการถือพรหมจรรย์เป็น ทางเลือก’ (choice) ในความหมายว่า เป็นทางเลือกของการดำเนินชีวิตแบบหนึ่ง ไม่ถูกจัดอยู่ในเพศสภาพ แต่ asexuality เป็นเพศสภาพ (sexual orientation) และการยกเรื่องราวที่ปราฏในพุทธประวัติซึ่งมีเนื้อหาสั้นและขอบเขตจำกัด อาจเป็นการด่วนสรุป/ตัดสินลักษณะการแสดงออกทางเพศของท่านเหล่านั้นไป   

          งานของ ธีร์และฉัตร อาจดูรุนแรงสำหรับศาสนิกผู้ศรัทธามั่น หากถ้าอ่านด้วยเจตนาใคร่หาความรู้ งานของทั้งสองชักจูงให้มองปรากฏการณ์ทางศาสนาในแง่มุมอื่นได้ บก. เชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกจะเป็นอะไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ (คิดว่าชาวพุทธทั่วไปก็อาจรู้สึกแบบนี้) แต่ถ้าการใช้กรณีตัวอย่างของบุคคลทางศาสนามาอธิบายและทำความเข้าใจเรื่องเพศสภาพ (หรือทางเลือก แบบที่ฉัตรเสนอ) อาจช่วยทำให้เราลดอคติในการตัดสินคนรอบข้างเกี่ยวกับเพศสภาพของเขาได้ กล่าวคือ คนที่มีลักษณะนิสัยทางเพศ (หรือเลือกที่จะแสดงออก) ที่ต่างไปจากเรา มิใช่เพราะเขาผิดปกติ หากแต่มนุษย์ในโลกมีความหลากหลายเกินกว่าที่จะกำหนดให้มีนิสัยเพียงสองแบบซึ่งเท่ากับจำนวนอวัยวะเพศที่ติดตัวมา 

          งานปริทัศน์หนังสือ อะไรคือสังฆะ ของสังฆรักษิตะ ณรงค์ สังขวิจิตร ได้ย่อยให้เห็นความหมายและประเภทของสงฆ์ หรือ สังฆะ ในแบบอื่นๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มพระภิกษุในความหมายของเถรวาท เมื่อสังฆะในระดับกว้างถูกอธิบายว่าเป็นกลุ่มพุทธศาสนิกชนที่รวมตัวกันในฐานะกัลยาณมิตรเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติธรรม การเปล่งวาจาขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ (สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ) จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า สงฆ์ในที่นี้หมายถึงอะไรกันแน่

บรรณาธิการ
30 เมษายน 2562

Comments