ประเด็นปัญหาของบทความ
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเนื้อหาโดยรวมของบทความชิ้นดังกล่าว
เจ้าของบทความยกกรณีของพระเอฟขึ้นมาเป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่า “aromantic asexual” ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในความหลากหลายทางเพศ
ทั้งนี้ก็เพื่อเสนอข้อสังเกตต่อไปว่า พระพุทธเจ้า และสาวกองค์สำคัญอีกหลายองค์ (อาจจัดอยู่ในข่าย)
มีพฤติกรรมเป็น aromantic asexual !!!
ในบทความนี้
ผู้เขียนต้องการให้ทัศนะบางประการเพื่อโต้แย้งข้อเสนอและข้อสังเกตดังกล่าวของเจ้าของบทความ
โดยจะเริ่มต้นด้วยการนิยาม asexual หรือ asexuality (ไม่ฝักใจทางเพศ)
ให้ชัดเจนก่อน
Asexuality
(หรือ no sexuality) หรือเอเซ็กชวล คือ
การไม่ฝักใจทางเพศ การขาดความสนใจทางเพศ ไม่ให้ความสนใจต่อกิจกรรมทางเพศ
อาจถือได้ว่าหย่อนรสนิยมทางเพศ หรือเป็นหนึ่งในสี่ประเภทของรสนิยมเพศ/เพศวิถี (sexual
orientation) (รสนิยมทางเพศอีก 3 ประเภทคือ (1)
รักต่างเพศ (2) รักร่วมเพศ และ (3) รักร่วมสองเพศ) จากการศึกษาในปี ค.ศ. 2004
พบผู้ไม่ฝักใจทางเพศ 1%
เว็บไซต์ชื่อ AVEN หรือ asexuality.org (AVEN ย่อมาจาก
Asexual Visibility and Education Network) ให้นิยาม asexuality เอาไว้ว่า หมายถึง คนที่ไม่มี ‘ประสบการณ์’ ในเรื่องการดึงดูดหรือชอบพอทางเพศ การเป็น asexual นั้นเป็นเรื่องที่ทั้ง
‘ซับซ้อน’ และ ‘เจ็บปวด’
กว่าการถือพรหมจรรย์ (celibacy)[1] มากนัก
เพราะการถือพรหมจรรย์เป็น ‘ทางเลือก’ (choice) ในความหมายว่า เป็นทางเลือกของการดำเนินชีวิตแบบหนึ่ง
ไม่ถูกจัดอยู่ในเพศสภาพ แต่ asexuality นั้นเป็นเพศสภาพ (sexual
orientation) อย่างหนึ่ง คนกลุ่มนี้อาจมีความสัมพันธ์แบบ ‘โรแมนติก’ ได้ สามารถ ‘รัก’
ได้โดยไม่อยาก ‘ใคร่’ แล้วที่สำคัญก็คือ
ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะมีเซ็กส์ไม่ได้ AVEN
เน้นย้ำว่า ในภาษาไทย มีคนแปล asexuality ว่า
การ ‘ไม่ฝักใจทางเพศ’ ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่า
คนที่เป็น asexual นั้น เป็นพวกถือพรหมจรรย์
จนมีอะไรบางอย่างเหมือนพระสงฆ์หรือบรรพชิต ที่จริงแล้ว การเป็น asexual นั้นเป็นเรื่องที่ทั้ง ‘ซับซ้อน’ และ ‘เจ็บปวด’ กว่าการถือพรหมจรรย์
(celibacy) มากนัก
จากการนิยามนี้ เราจะพบนัยสำคัญว่า การเป็น asexual นั้นเป็นเพศสภาพที่แม้จะมีอารมณ์กำหนัดแต่กลับไม่ฝักใจในการมีเซ็กส์
เพศสภาพเช่นนี้เป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจเพราะ ‘ซับซ้อน’
และต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเป็นเรื่องที่ ‘เจ็บปวด’
กว่าเมื่อเทียบกับการถือพรหมจรรย์ซึ่งเป็นรูปแบบชีวิตที่ครองโสด
ไม่แต่งงาน ไม่มีเพศสัมพันธ์ (celibacy) และการถือพรหมจรรย์เป็น
‘ทางเลือก’ (choice) ของการดำเนินชีวิต
ไม่ใช่เพศสภาพ (sexual orientation) พระพุทธเจ้าและพระสาวกนั้นถือพรหมจรรย์
คือ ครองโสด เว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ คือ
มีวิถีชีวิตที่ยึดโยงอยู่กับกฎข้อห้ามการมีเพศสัมพันธ์ (อย่างเด็ดขาด) ส่วน asexual
หรือ asexuality นั้นเป็นเพศวิถี (sexual
orientation) อย่างหนึ่ง อาจมีความสัมพันธ์แบบ ‘โรแมนติก’ ได้ สามารถ ‘รัก’
ได้โดยไม่ ‘ใคร่’ และที่สำคัญก็คือ
ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะมีเซ็กส์ไม่ได้
ถึงตรงนี้ เราจะสังเกตว่า นิยามของ asexual นั้นไม่ได้บอกว่า พวก asexual
นั้นมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ เพียงแต่ไม่ฝักใจทางเพศเท่านั้น
หากดูจากนิยามนี้ เราอาจมีคำถามด้วยว่า
พระเอฟผู้รังเกียจการมีเซ็กส์แต่บำบัดความใคร่ด้วยการช่วยตัวเองดังที่ผู้เขียนอ้างถึงตอนต้นบทความนั้นจะจัดอยู่กลุ่ม
asexual หรือไม่ เพราะเราต้องไม่ลืมว่า
พระเอฟสมาทานวิถีชีวิตของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งเป็นทางเลือก (choice) ไม่ใช่เพศวิถี (sexual orientation) ดังนั้น
การไม่มีเพศสัมพันธ์ของพระเอฟจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุ 2 ประการ
คือ 1) ความรังเกียจการมีเพศสัมพันธ์ และ 2) การถือพรหมจรรย์ซึ่งห้ามมีเพศสัมพันธ์
แต่พระเอฟก็ยังคงมีความต้องการทางเพศเป็นปกติและมีการช่วยตัวเองเป็นบางโอกาส
ตรงนี้ทำให้เราตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า บางที หากพระเอฟไม่ใช่พระ คือ
ไม่ได้ถือพรหมจรรย์ เขาอาจมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นได้

Comments
Post a Comment