Skip to main content

ธีร์ วงศ์นที : พระพุทธเจ้าเป็น aromantic asexual หรือไม่



อารมณ์ทางเพศมีความหลากหลาย และไม่แปลกหากจะพบว่า คนจำนวนหนึ่งไม่ได้มีความรู้สึกอยากร่วมเพศแบบที่คนทั่วไปต้องการ อารมณ์เช่นนี้เรียกว่า aromantic asexual และพวกเขาจะไม่สนใจเรื่องเซ็กส์ ไม่มีความสุขกับการได้ใกล้ชิดหยอกล้อ หรือจูงสัมผัสกันแบบคนรัก (หรืออาจมีแต่น้อยมาก และอาจแสดงออกต่างจากที่สังคมเข้าใจ จึงถูกมองว่าไม่มี และบ้างก็อาจชอบแค่การกอด จูบเพื่อแสดงความรักเท่านั้น ไม่ประสงค์จะมีเซ็กส์หรือการสอดใส่) และนิยามหรือระดับของความต้องการ/ไม่ต้องการทางเพศอาจหลากหลายได้อีก (Carrigan, 2011, pp. 469-470) นี่มิใช่โรคทางจิต (mental illness) แต่เป็นรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) อีกแบบหนึ่ง หลวงพี่เอฟเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่จริงและผมได้พบกับตัวเองหลังจากอ่านเจอแนวคิดนี้มาหลายปี (ซึ่งสารภาพว่า ก่อนหน้านั้นผมไม่เชื่อว่ามีคนปฏิเสธเซ็กส์)

การบวชเป็นทางเลือกอันหนึ่งที่หลวงพี่เอฟเลือก เพราะเห็นว่าตัวเองไม่เหมาะกับการสร้างครอบครัวหรือมีลูก และด้วยความโชคดี พ่อแม่ท่านซึ่งศึกษาธรรมะอยู่ประจำก็ยินดีกับการที่ลูกชายออกบวช ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ชอบมีเซ็กส์จะไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากบวชนะครับ คนประเภทนี้ยังใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติและสามารถสร้างสรรค์ไอเดียต่างๆ ได้อีกมาก เช่น กรณีของ Kenna (2017) เป็นต้น

ประเด็นสำคัญคือ แนวคิดนี้ชวนให้ผมตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าและสาวกบางท่าน เช่น พระอานนท์ พระเทวทัต พระมหากัสสปะ (รวมทั้ง ภิกษุณีภัททกาปิลานี ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของท่านกัสสปะ) เป็นคนประเภท aromantic asexual ด้วยหรือไม่? ที่ผมชวนให้ดูตัวอย่างเหล่านี้ เพราะผมมองว่านี่เป็นความปกติของมนุษย์เท่านั้นเอง และคนที่โกรธผมอาจเป็นเพราะยังไม่เข้าใจเรื่องเพศสภาพและตัดสินคนด้วยความเป็นหญิง-ชาย เท่านั้น แถมตัดสินต่อไปว่า เพศชายประเสริฐที่สุด เมื่อผมกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นต้นไม่ใช่เป็นเพศชาย (ตามนิยามที่ท่านประสงค์) ท่านจึงมองว่าผมเหยียดหยามพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งต้องย้ำว่า นี่เป็นความคิดที่ท่านสร้างขึ้นมาเองนะครับ

พระพุทธเจ้าเป็นพวก aromantic asexual หรือไม่ ?
ความเหมือนกันของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระเทวทัต พระมหากัสสปะ ภิกษุณีภัททกาปิลานี (และอาจมีคนอื่นๆ อีกมาก) คือเป็นคนไม่สนใจเซ็กส์ ต่อมาคนเหล่านี้ได้ออกบวช ปฏิบัติจนสำเร็จขั้นใดขั้นหนึ่งและดำรงชีพแบบนักบวชไปตลอดชีวิต กรณีของพระพุทธเจ้า เรามักเชื่อว่าพระองค์ถูกบำเรอด้วยกามารมณ์จำนวนมากภายใต้ปราสาท 3 หลัง (เหมาะกับฤดูกาล) เหตุการณ์นี้อาจทำให้เรานึกถึงนางสนมเป็นพัน ที่ถูกคัดรูปร่างหน้าตามาอย่างดี และเจ้าชายสิทธัตถะในขณะนั้นคงหลงอยู่กับความบันเทิงนี้ (มาคัณฑิยสูตร ข้อ 281 มัชฌิมนิกาย) อย่างน้อยที่สุด การเล่าเรื่องเช่นนี้นอกจากจะ (1) ปูพื้นว่าพระพุทธเจ้าเคยอยู่สบายอย่างมากมาก่อน จึงกล้าสอนว่า กามสุขัลลิกานุโยค หรือการเสพความสุขให้มากๆ มิได้เป็นหนทางแห่งความสุขที่ถาวร (2) ยังช่วยเน้นย้ำความเป็นชายแท้ของพระองค์อีกด้วย เพราะถูกแวดล้อมด้วยสนมหรือสตรีจำนวนมาก

Comments