บทความนี้เขียนขึ้นจากการเข้าฟังธรรมะในงานแสดงธรรมของ
องค์ทะไลลามะที่ 14 คุรุทางจิตวิญญาณ ในศตวรรษที่ 21
ในหัวข้อ เรื่อง The
Furthest Everlasting Continuum ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10
- 12 ของเดือน
พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ใน McLeod Ganj เมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ซึ่งในครั้งนี้มีชาวรัสเซีย (Russians) เป็นเจ้าภาพในการจัดการแสดงธรรม
งานเขียนชิ้นนี้นำมาจากสองส่วน
ส่วนแรกนั้นเขียนขึ้นจากการแสดงธรรมขององค์ทะไลลามะที่ 14
และ ท่านยังเตน รินโปเช (Yangten Rinpoche) และในส่วนที่สองนั้นเขียนขึ้นจาการไปค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือและจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับ
กุสุลา (ชื่อเรียกพระทิเบต) และเพื่อนชาวลาดัก ซึ่งการพูดคุยและการค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือนั้นยังคงมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่แสดงธรรมใน
3 วันดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม
ในส่วนนี้
ผู้เขียนพอจะสรุปจากการที่พอมีความเข้าใจเรื่องพุทธทิเบตอยู่บ้างซึ่งไม่มากนัก
ซึ่งแน่นอนว่า ในข้อเท็จจริงของผู้เขียนนั้น ยากต่อการเข้าใจและยากต่อการถอดความทั้งหมดเนื่องจากในขณะที่แสดงธรรมนั้นมีศัพท์ธรรมะที่เป็นศัพท์เฉพาะทางภาษาอังกฤษซึ่งมีพื้นฐานจากภาษาทิเบตและพุทธทิเบต
ซึ่งผู้เขียนยอมรับโดยเจตนาว่า ยังขาดความเข้าใจในพุทธทิเบตอยู่อีกมาก แม้นว่า
ด้วยข้อจำกัดอะไรก็ตาม กระนั้น ผู้เขียนก็มีความประสงค์เขียนขึ้นนี้เพื่อจะแลกเปลี่ยนและเปิดมุมมองทางพุทธไปจากที่ชาวไทยพุทธรับรู้
และส่วนหนึ่งมีความประสงค์ที่จะรักษาไว้ซึ่งคำสอนพุทธจากพระอาจารย์ในฝ่ายมหาวิทยาลัยนาลันทา
ในประเทศอินเดีย
กลับมาที่การทำความรู้จักเรื่องราวในสามวันดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ ท่านยังเตน รินโปเช (Yangten Rinpoche) และสถานการณ์ทางสุขภาพขององค์ทะไลลามะในปัจจุบัน
รวมถึงหัวข้อของการแสดงธรรม
ท่านยังเตน
รินโปเช (Yangten
Rinpoche) จบการศึกษาระดับ Geshe Lharampa ดูจากใบหน้าแล้วยังเยาว์วัย แต่มากด้วยปฏิภาณไหวพริบ
ในการแสดงธรรมและตอบคำถาม ท่านยังเตน รินโปเช
(Yangten Rinpoche) ได้แสดงธรรมต่อจากองค์ทะไลลามะ
เนื่องจากองค์ทะไลลามะไม่สามารถแสดงธรรมได้ต่อเนื่องเพราะด้วยอายุที่มากขึ้น
ปัจจุบันท่านอายุ 84 ปี (พ.ศ. 2562) และท่านเองเพิ่งออกจากการเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง
New Delhi ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอินเดีย
ในช่วงเดือนเมษายน ในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา โดยปกติแล้ว
หากสุขภาพขององค์ทะไลลามะแข็งแรงเป็นปกติ ท่านจะแสดงธรรมต่อเนื่องกันทั้ง 3
วันติดต่อกัน 4 ชั่วโมง กล่าวคือ เริ่มแสดงธรรมตั้งแต่ทุกเช้าในทั้ง 3
วัน โดยเริ่มจาก เวลา 09: 00 – 10.00 น.
อนึ่ง
เนื้อหาในการแสดงธรรมในครั้งนี้นั้น มาจากคำสอนของ คุรุสองขะปะ หรือ Je
Tsongkhapa ซึ่งท่านได้อธิบาย ในส่วนของ The Three Principal
Aspects of the Path (His Holiness the Dalai Lama,s teaching on Je Tsongkhapa,s The Three Principal Aspects of the Path 10
to 12 May, 2019 at the request of Russian students) ในภาษาอังกฤษเรียกกันโดยเป็นที่รับรู้ทั่วไปและเป็นที่นิยมเรียกว่า The Three Principal Aspects of the Path
ส่วน ในภาษาไทย เรียกว่า คุณลักษณะสามประการ
(เรียกตามนัยนา นาควัชระ ผู้แปล หนังสือ เรื่องทางสายกลางศรัทธาอย่างมีเหตุผล ,
เขียนโดย องค์ทะไลลามะที่ 14 2561, น. 167)
สำหรับคุณลักษณะสามประการ
(The
Three Principal Aspects of the Path) ซึ่งท่าน คุรุสองขะปะ (Tsongkhapa) เป็นผู้แสดงธรรมต่อลูกศิษย์ ชื่อว่า Ngawang Drapa ในเมือง Tsakho ในทิเบตตะวันออก
คุณลักษณะสามประการ
(The
Three Principal Aspects of the Path) นั้นมีพื้นฐานมากจาก วัชระสูตร ชื่อว่า “พระสูตรอุตตะระตันตระในภาษาสันสฤต” “(Sanskrit:Uttaratantra)” และในภาษาทิเบตเรียกว่า “จุนลามะ (Tibetan:
gyu lama)” (ณรงค์ สังขวิจิตร ถอดความเมื่อวันที่ 10/05/2019)
ประเด็นสำคัญการใช้ภาษาเขียนในที่นี้จะไม่ใช้คำว่า
“พระพุทธศาสนาหรือพุทธศาสนา” เนื่องจากผู้เขียนเองไม่เห็นด้วยกับการเรียกพุทธว่า
เป็นศาสนา ตามที่แวดวงวิชาการกระแสหลักมักนิยมเรียกใช้คำนี้ การไม่เห็นด้วยนี้มีความเห็นตั้งแต่
พุทธนั้นไม่มีความเชื่อเรื่องพระเจ้า และพระพุทธเจ้าเอง
ไม่มีความประสงค์จะขยายหรือกระจายความเชื่อออกไปให้มากที่สุด หรือพยายามจะสร้างศาสนิกให้มากที่สุดเหมือนกับบางศาสนา
หรือบางนิกายของบางศาสนา ที่มีพระเจ้าเชื่อเรื่องเหล่านี้ ที่นิยมและเรียกตนเองว่า
เป็นศาสนา ความเห็นส่วนตัวนั้นมองว่า
สิ่งที่พระพุทธองค์ท่านกระทำเป็นแต่เพียงความพยายามจะสร้างชุมชนการปฏิบัติขึ้นมา
เพื่อปลดทุกข์จากมุมมองและวิธีปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ
เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลจากความเห็นทั้งปวงนี้ ผู้เขียนจึงขอใช้คำเรียกว่า “พุทธ” เท่านั้น
และเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “ พระพุทธศาสนา” หรือ “ศาสนาพุทธ” ดังที่ปรากฏในงานเขียนนี้
สองความเข้าใจพื้นฐานต่อพุทธทิเบต
-พุทธจากมหาวิทยาลัยนาลันทาสู่ทิเบต
ก่อนที่พุทธจะหายไปจากประเทศอินเดียตอนกลาง
นาลันทาเป็นสำนักพุทธที่สำคัญที่สุด ซึ่งรุ่งเรืองตั้งแต่ช่วงต้นสากลศักราช
ไปจนถึงปลายศตวรรษที่ 12 ทะไลลามะที่ 14 พระองค์พร่ำพูดมาโดยตลอดว่า
“พุทธในสายทิเบตสืบทอดมาจากสายธรรมจากมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นสำนักทางพุทธจากอินเดียโดยตรง”
(องค์ทะไลลามะ, 2561, น. 6) นาลันทา
และพุทธทิเบตเป็นพุทธที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธฝ่ายเหนือของอินเดีย หรือเรียก
“อุตตรนิกาย” ซึ่ง แปลว่า “นิกายฝ่ายเหนือ”
เพราะเป็นนิกายที่เจริญอยู่ทางเหนือของอินเดีย (วัชระ งามจิตรเจริญ, 2552,
น. 9)
-ความเข้าใจเบื้องต้น จากมุมมองนิกายเกลุกปะ
นิกายเกลุกปะ
หรือนิกายเกลุก สำหรับคำว่า “ปะ” ต่อท้ายจากเกลุกนั้น แปลว่า “เป็นของ” เช่น
เกลุกปะ
คือ ของนิกายเกลุก นิกายนี้ปัจจุบันมีองค์ทะไลลามะที่ 14 เป็นสังฆราชหรือประมุขสูงสุดของนิกายนี้
การศึกษาและการปฏิบัติของนิกายนี้นั้นมุ่งเน้นพระสูตร
และมักนำคำสอนของท่านนาคารชุนจากปรัชญามัธยมกะ หรือ มูลมัธยมกการิกา (ทางสายกลาง)
หรือนำคำสอนจาก อารยเทวะซึ่งเป็นศิษย์เอกของนาคารชุนมาศึกษาและปฏิบัติ
บันทึกและถอดความ
เช้าวันนี้ ที่ 10
พฤษภาคม พ.ศ. 2562
เช้าวันนี้
ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ผู้คนจาก 69
ประเทศ เช่น 429 คนจากอินเดีย 254 คนจากอิสราเอล 194 คนจากสหรัฐอเมริกา 147 คน จากสหราชอาณาจักร
137 คนจากเยอรมนี 1100 คนจากรัสเซียซึ่งเป็นเจ้าภาพ
องค์ทะไลลามะที่
14
กล่าวว่า พระสูตรบทหนึ่ง ได้มีการบันทึกไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้ว่าหลักคำสอนของพระองค์จะเดินทางจากเหนือของอินเดียจากนั้นจะกระจายจากอินเดียไปยังทิเบตและเดินทางไปยังมองโกเลียและไปถึงรัสเซีย
ในช่วงต้นก่อนที่พุทธทิเบตจะเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ
เช่น จีนเป็นต้น
ในทิเบตมีกษัตริย์ที่ชาวทิเบตชื่นชมสองพระองค์
กล่าวคือ พระเจ้าสองสันกัมโป (Songtsen Gampo) ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงจีน
ชื่อว่า เวนเชิงและได้แต่งงานกับเจ้าหญิงภริคุติจากเนปาล สำหรับเจ้าหญิง เวนเชิงได้นำพระพุทธรูปศากยมุนีจากจีนมายังทิเบตด้วย
ต่อมา พระเจ้าตริสองเดซัน (Trisong Detsen) ได้นิมนต์ท่านศานตรักษิต (Shantarakshita) ซึ่งเป็นพระภิกษุจากอินเดียมาเผยแผ่พุทธศาสนาในทิเบต นี้เป็นครั้งแรกที่พุทธทิเบตได้รับ
ประเพณีนาลันทา (Nalanda) จากอินเดียมายังทิเบต
สำหรับกระแสหลักสองประการของพระพุทธที่เกิดขึ้นในอินเดียมีสองประเพณี
คือ ประเพณีบาลีและประเพณีสันสกฤต ในส่วนของนาลันทานั้นใช้ภาษาสันสกฤตที่เน้นการศึกษาปรัชญาและการฝึกฝนจิตใจโดยใช้เหตุผลและตรรกะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นภูมิปัญญาที่เข้าใจและละความไม่เห็นแก่ตัว
ในท้ายที่สุด
ประเพณี นาลันทา (Nalanda) ได้รับการถ่ายทอดครั้งแรกไปยังทิเบตจากนั้นไปยังมองโกเลียและไปยังรัสเซีย
ในอดีตภูมิภาคเหล่านี้มีนักวิชาการชั้นยอดหลายพันคน
(https://www.dalailama.com
เข้าถึงข้อมูลวันที่ 12/5/2019)
บันทึกและถอดความ เช้าวันนี้ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
ในวันนี้นั้นองค์ทะไลลามะ
มุ่งเน้นการแสดงธรรมเรื่อง คุณลักษณะสามประการ (The Three
Principal Aspects of the Path) ของคุรุสองขะปะ (Tsongkhapa)
หรือ Je
Tsongkhapa Je ในที่นี้คือ
เป็นการแสดงถึงความเคารพ มีความใกล้เคียงกับคำว่า Venerable
การแสดงธรรมในครั้งนี้ของท่าน
สองขะปะ เป็นการแสดงธรรมต่อ ลูกศิษย์
ชื่อว่า Ngawang
Drapa ในเมือง Tsakho ของทิเบตตะวันออก
คุณลักษณะสามประการ
(The
Three Principal Aspects of the Path) นั้นมีพื้นฐานมากจาก
วัชระสูตร ชื่อว่า
“พระสูตรอุตตะระตันตระในภาษาสันสฤต” “(Sanskrit:Uttaratantra)”
และในภาษาทิเบตเรียกว่า “จุนลามะ (Tibetan: gyu lama)”
คุณลักษณะสามประการ
(The
Three Principal Aspects of the Path) ซึ่งท่าน Je
Tsongkhapa ได้กล่าวไว้นั้นช่วยให้เราสามารถเจริญในธรรม
ได้อย่างประณีตขึ้น มีดังนี้ (ณรงค์ สังขวิจิตร ถอดความเมื่อวันที่ 11/05/2019)
1.
การสละทางโลกอย่างแท้จริง (เนกขัมมะ) (renunciation)
การสละทางโลกอย่างแท้จริง
(เนกขัมมะ) (renunciation) นั้นยังประกอบไปด้วยความเห็นสามประการที่ว่า
1.1
ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดไม่คงที่ จากเด็ก หนุ่ม สาว แก่เฒ่า
ผิวหนังค่อย ๆ
เหี่ยวย่น
และ เมื่อเราแยกส่วนของร่างกายมนุษย์แล้วมี การประกอบขึ้นของเอ็น หนังกระดูก
และอวัยวะต่าง
ๆ เป็นต้น
1.2
ความสุขในสังสารวัฏนี้มีจริง แต่เพียงระยะสั้น แต่ไม่ใช่
ความจริงสูงสุดที่บริสุทธิ์ต่อเนื่อง
เช่น
ว่า เราอาจเป็นสุขใจที่นั่งใกล้ต้นไม้ มีแสดงแดดอ่อน ๆ ส่องยามเช้า
แต่สักพักแสงแดดย่อมแรงขึ้น เราก็ไม่สามารถนั่งอยู่ทนอยู่ได้
เรารับรู้ถึงความทุกข์ร้อน ในท้ายที่สุดเราจำต้องลุกหนี
1.3
ในภพภูมิทั้ง 6 นั้น ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความทุกข์
เพียงแต่มีระดับของความทุกข์และ
ความสุขต่างกันไปตามคุณภาพของคุณงามความดีที่มีอยู่นั้น
อย่างไรก็ตาม ภพภูมิทั้ง 6 นี้ก็ยังต้องทุกข์อยู่กับการเวียนว่ายของสังสารวัฏนี้
(ณรงค์ สังขวิจิตร ถอดความเมื่อวันที่ 10/05/2019)
การปลูกฝังจิตเพื่อให้เกิดความรู้สึกอยากหลุดพ้นจากสังสารวัฏ
เพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น เราจะต้องหาวิธีเอาชนะความยึดติดและความยินดีในความสุขความเพลิดเพลินทางโลกที่เต็มไปด้วยอวิชชา
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะต้องหาวิธีเบี่ยงเบนจิตให้เลิกวิตกกังวลเรื่องชะตากรรมของตนเองในสังสารวัฏ
การจะปล่อยวางความวิตกกังวลเรื่องในอนาคต เราจะต้องเลิกหมกหมุ่นเรื่องชีวิตในชาตินี้ให้ได้เสียก่อน
เพราะถ้ามัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับความกังวลเรื่องชีวิตนี้ เราก็จะไม่นึกอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาติหน้า
เราสามารถตัดความวิตกกังวลเช่นนั้นได้
ด้วยการพิจารณาอย่างจริงจังให้เห็นความไม่เที่ยงและความเปราะบางของชีวิต เมื่อพิจารณาแล้วว่าชีวิตนี้เปราะบางเพียงใด
เราจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับชะตากรรมของชาติหน้า ในทำนองเดียวกัน
เราสามารถลดความวิตกกังวลเรื่องเรื่องชาติหน้าได้ด้วยการพิจารณากฎแห่งกรรม
โดยเฉพาะพิจารณาให้เห็นข้อเสียของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ (องค์ทะไลลามะ,
2561, น. 172- 173)
2.
การมีโพธิจิต (Bodhicitta)
คุณลักษณะประการที่สอง
เริ่มต้นด้วยโศลกบทที่ 6 ที่ว่า
เพราะเหตุใดการเจริญโพธิจิตจึงมี
ความสำคัญ
6. หากเนกขัมมะที่บังเกิดขึ้น
มิได้มีโพธิจิตประคับประคอง
เนกขัมมะนั้นก็จะไม่เป็นเหตุปัจจัย
ให้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ฉะนั้น
ผู้มีปัญญาทั้งหลาย
พวกท่านจงเจริญโพธิจิตอันประเสริฐเถิด
ประการแรก
คุรุสองขะปะ กล่าวว่าให้เกิดความรู้สึกขึ้นในใจของเราว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นเป็นดั่ง “มารดา”
ของเราเพื่อที่จะได้เกิดความรู้สึกผูกพัน และเกิดความเป็นห่วงเป็นใยต่อสภาพความเป็นไปของสรรพสัตว์ทั้งปวง
(องค์ทะไลลามะ, 2561, น. 172- 173) การฆ่าและการทำร้ายสัตว์ ดุจดั่งการฆ่ามารดาของเรา (ณรงค์ สังขวิจิตร
ถอดความจากการพูดคุยกับชาวพุทธในเมืองลาดัก เมื่อวันที่ 10/05/2019)
ประการที่สอง
การเข้าใจธรรมชาติของทุกข์กับความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันกับสรรพสัตว์อื่น ๆ
เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความกรุณา
และปรารถนาจะบรรเทาทุกข์ให้สรรพสัตว์ทุกผู้ทุกนามอย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อนั้นเราได้บรรลุสิ่งที่เรียกว่า มหากรุณา แล้ว
หากความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นในจิตใจของเราแล้วก็หมายความว่า
ปณิธานอันแรงกล้าที่จะสงเคราะห์สรรพสัตว์ ได้บังเกิดขึ้นแล้วในจิตใจของเรา
เมื่อนั้นแสดงว่าจิตของเราตื่นรู้เป็นโพธิจิตแล้ว
3.
การมีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับความว่าง (right of view or
view of emptiness)
คุณลักษณะประการที่สาม
เริ่มต้นด้วยโศลกบทที่ 9 ที่ว่า
9. หากปราศจากปัญญาที่ตระหนักรู้
ในธรรมชาติปรมัตถ์
ต่อให้เข้าถึงเนกขัมมะ
และโพธิจิต
ก็ยังไม่อาจตัดรากเหง้า
ของสังสารวัฏได้
ฉะนั้นจงพากเพียรปฏิบัติ
จนกระจ่างแจ้งในปฏิจจสมุปบาท
ความว่างนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไร
หรือว่างจากสิ่งใด ๆ แต่ความหมายนั้น กล่าวคือ เมื่อเราหยิบ โทรศัพท์มาจะเห็นว่า
จริง ๆ แล้วโทรศัพท์นั้นประกอบไปด้วยอุปกรณ์มากมาย และประกอบขึ้นเป็นโทรศัพท์
เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่มีแค่โทรศัพท์ที่เราเห็นเพียงรูปภายนอกเท่านั้น หากแต่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่าง
ๆ มากมาย
และหากกล่าวให้ละเอียดลงไปเพียงแค่เห็นโทรศัพท์จากรูปภายนอกไม่ใช่ความจริงว่านั้นคือโทรศัพท์
ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ต่าง ๆ
ก็ไม่ใช่บอกได้โดยความจริงอย่างที่สุดว่าเป็นโทรศัพท์ หากแต่เกิดจากการประกอบขึ้นกันอย่างลงตัวจึงเรียกว่า
โทรศัพท์
เพราะฉะนั้น
สรรพสิ่ง จึงเป็นความว่าง ไม่ใช่ความจริงสูงสุด
เพราะเกิดจากการประกอบขึ้นของโทรศัพท์และสรรพสิ่ง (ณรงค์ สังขวิจิตร
ถอดความจากการพูดคุยกับชาวพุทธในเมืองลาดัก เมื่อวันที่ 10/05/2019)
อาจกล่าวได้ว่า ความว่างเองได้ทำหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดสรรพสิ่งสารพันขึ้นในโลกนี้
อีกทั้งปรากฏการณ์ทั้งหลายก็เป็นการสำแดงของความว่าง
หรือเป็นดั่งละครที่ผุดขึ้นจากมิติของความว่าง (องค์ทะไลลามะ,
2561, น. 199- 200)
บันทึกและถอดความ เช้าวันนี้ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 (วันสุดท้ายของการแสดงธรรม)
ในวันสุดท้ายองค์ทะไลลามะ
เน้นเรื่อง
การมีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจของพระโพธิสัตว์ว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อการตรัสรู้
เช่น ทะไลลามะกล่าวว่า
“
ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีความสุขในโลกนี้
ทั้งหมดมาจากการปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
และไม่ว่าจะมีอะไรในโลกนี้ก็ตาม
ทั้งหมดมาจากความปรารถนาที่จะมีความสุข
ถ้าฉันไม่แลกเปลี่ยนความสุขของฉัน
สำหรับความทุกข์ของผู้อื่น
ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่บรรลุสถานะของพระพุทธเจ้า
แม้แต่ในวงจรชีวิตฉันก็จะไม่มีความสุข
ในช่วงท้ายของการแสดงธรรมองค์ทะไลลามะได้ทำพิธีการปลุกจิตสำนึกโดยการปลุกเสกให้จิตใจได้ตื่นขึ้นและมุ่งเน้นการเข้าสู่สภาวะแห่งสันติภาพและการอุทิศตนเพื่อรับใช้ผู้อื่นและสรรพสัตว์((https://www.dalailama.com
เข้าถึงข้อมูลวันที่ 13/5/2019)
อ้างอิง
ภาษาไทย
ฉัตรสุมาลย์
กบิลสิงห์ ษัฏเสน. 2554. พระพุทธศาสนาแบบทิเบต. กรุงเทพฯ: บริษัท ส่องศยาม จำกัด
ดำเนินการผลิต.
วัชระ งามจิตรเจริญ. 2552. พุทธศาสนาเถรวาท. กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
องค์ทะไลลามะ.
2561. ทางสายกลางศรัทธาอย่างมีเหตุผล. กรุงเทพฯ: สำนัก มูลนิธิโกมล คีมทอง.
ภาษาอังกฤษ
His
Holiness the Dalai Lama,s. 2019. The Three Principal Aspects of the Path.
from
His
Holiness the Dalai Lama’s teaching on Je Tsongkhapa,s The Three Principal
Aspects
of the Path 10 to 12 May, 2019 at the request of Russian students. Published and free distributed by Gaden Phodrang Trust.
การสัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนพูดคุย
ณรงค์ สังขวิจิตร
ถอดความจากการพูดคุยกับชาวพุทธในเมืองลาดัก เมื่อวันที่ 10/05/2019
ณรงค์ สังขวิจิตร
ถอดความจากการพูดคุยกับชาวพุทธในเมืองลาดัก เมื่อวันที่ 12/05/2019
ถอดความจากล่ามชาวทิเบตที่แปลภาษาอังกฤษ
ณรงค์ สังขวิจิตร ถอดความเมื่อวันที่ 10/05/2019
ณรงค์ สังขวิจิตร ถอดความเมื่อวันที่ 12/05/2019
ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
https://www.dalailama.com


Comments
Post a Comment